หนังสือ สีสัน
ปีที่ 3 ฉบับที่ 2
มกราคม – กุมภาพันธ์ 2533
โดย ….. ธีระพงษ์ สงขะสะโรช
แม้ในยุคของเสียงที่เหมือน เสียงที่คล้าย
และเสียงที่เลียนอย่างกัน เสียงของ จรัล มโนเพ็ชร
ยังมีบุคคลิกเฉพาะตัว จากลุ่มน้ำปิง
ถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยา
บนถนนดนตรีที่ทอดยาว ภาพของจรัล มโนเพ็ชร
ถูกมองและขนานนามต่างๆ กัน
แต่เขายังคงพอใจที่จะเรียกตัวเองว่า …..
จรัล มโนเพ็ชร คนขายเสียง
ตอนนี้มาเป็นมืออาชีพฝ่ายผลิตของนิธิทัศน์
จรัล ก็ไม่เชิงครับ ก็มีอิสระในการทำงาน หมายความว่างานที่จะออกมาเป็นเทปเพื่อจำหน่ายนี่ ผมทำร่วมกับเขา ให้เขาเป็นผู้ดูแล คุณวิเชียรนี่เรียกว่าเป็นทั้งพี่เลี้ยงเป็นทั้งเพื่อนรู้จักกันมานานแล้ว เห็นว่า เออ คงสะดวกใจดี ส่วนที่จะต้องทำให้คนอื่นอะไรยังไงนี่ยังไม่มีโปรแกรมว่าเขาจะให้ผมทำอะไร
ชุดล่าสุดที่เป็นของจรัล จริงๆ ก็ ” ฉันมีความรักมาให้ “
จรัล ครับ เป็นงานชิ้นสุดท้ายที่ทำกับเสียงทอง ( ต้นสังกัด ) ด้วย แล้วด้วยการที่อยาก
จะทำอะไรสักอย่างผมก็..ก็ไม่พยายามที่จะบอกใครล่ะ เพื่ออิสระที่จะทำอะไรได้หลายๆ อย่าง
หลังจากนั้นก็ไปทำงานโน้นงานนี้ งานอย่างอื่นที่ไม่ใช่เทปของตังเอง แต่เป็นงานที่เกี่ยวกับ
ดนตรีทั้งหมด และงานแสดงบ้าง ภาพยนตร์ละครบ้าง แล้วก็ทำดนตรีกับอาจารย์ดนู (ฮันตระกูล)
ที่ไปทำดนตรีประกอบภาพยนตร์นี่คิดยังไง หรือว่าอยากจะลองเปลี่ยนตัวเองไปทาง
ด้านอื่นบ้างหรือว่ายังไง
จรัล คือว่า ดนตรีเนี่ยมันเกือบเป็นศิลปะชั้นสูงสุดแล้วนะฮะ เพราะมันพร้อมทุกอย่าง
แล้วก็ – ในความคิดของตัวเองก็คือว่าทำให้มันอยู่ในภาพยนตร์นั่นเอง ไม่ใช่ว่าไปทำเสียเด่น
หรูหราอะไรออกมา ขนาดหนังต่างประเทศ บางทีเราก็มีความรู้สึกว่าดนตรีมันช่างไม่เข้ากับเรื่องเอาซะเลย บางทีดนตรีก็ฉลาดเกินหนังนะ คือทำให้คนดูรู้ไปหมด หลอกคนดูมั่งหรือว่าทำให้คนดูตื่นเต้น แต่บางทีก็ไปหลอกให้คนดูไม่กลัวไปซะแล้ว คือบางทีชี้นำอะไรมากเกินไป สิ่งเหล่านี้เราก็ ดู ดู ดู พยามหาข้อบกพร่องมาช่วยงานของเรา แล้วที่ผมคิดก็คือมันต้องเป็นส่วนหนึ่งของหนัง ดูแล้วไม่รู้สึกว่าเรากำลังนั่งฟังเพลงอยู่ อย่างเสียงของความกลัวเสียงของเมฆหมอกหรือแม้แต่เสียงของใครที่ซ่อนอยู่ นั่นแหละคือดนตรี อันนี้แหละฮะที่มันท้ายทายว่า เขาใช้ความรู้สึกอะไรมาผลิตเสียงดนตรีนั้นออกมา แทนที่มันจะไม่มีเสียงน่ะ อันนี้ล่ะที่มันท้าทาย
งานดนตรีที่ผ่านๆมาของจรัล ดูไม่ค่อยมีเสียงจากเทคโนโลยี่ใหม่ๆ มากนัก
มาทำตรงนี้ก็ต้องใช้เทคโนโลยี่เข้ามาช่วยเยอะ ใช้เวลาศึกษายังไง
จรัล เราก็ต้องตามให้ทันทั้งของดนตรีใหม่ๆ กรรมวิธีการผลิตดนตรีสมัยนี้มันเป็นยังไง
ศึกษาเอาจากข่าวสารต่างประเทศบ้าง จากเพื่อนๆที่เขาชำนาญด้านอิเล็คโทรนิคด้านดิจิตอลบ้างอย่างตอนมิกซ์ ส่วนใหญ่จะมิกซ์เอง แต่โปรมแกรมนี่เราทำไม่เก่งนะต้องให้เพื่อนทำโปรแกรมให้แล้วเราก็ – - คล้ายกับเราคิดว่าดนตรีตรงนี้จะเป็นอย่างนี้มีโน้ตอย่างนี้กี่บาร์ มีอะไรบ้าง ฟิลลิ่งมันเป็นยังไง ถ้าจะให้เราทุ่มตัวเองลงไปศึกษาขนาดนั้นก็ต้องใช้เวลาเป็นปี ไปเรียนซะก่อนไม่ทันล่ะครับ ไม่ทัน
มองตัวเพลงเมื่อเทียบกับตัวเองที่ผ่านมาหรือเทียบกับคนอื่น ๆ อย่างไรบ้าง
จรัล งานเปลี่ยนไปเรื่อยนะ มีหลายครั้งที่ได้รับคำวิจารณ์ หรือคำต่อว่านะ- ว่าทำไมต้องทำโน่นทำนี่ไม่มีจุดยืนอะไรทำนองนั้น คล้ายๆ กับว่าเขาจะให้ผมทำโฟล์คไง คำเมืองอย่างเดียว ซึ่งบอกตรงๆบางทีเราก็เบื่อ นักดนตรีมันก็อยากเล่นอะไรไปหลากหลายสารพัด อยากจะทำอะไรตามความฝันของตัวเอง คงมีน้อยคนนะที่จะอยู่กับดนตรีชนิดเดียวไปจนตาย ส่วน ที่ว่าเรามีอะไรเป็นของตัวเองนี่มันก็ต้องแล้วแต่งานอีกนะฮะ ว่างานไหนมันเป็นอะไรล่ะ แล้วเราทำงานอันนั้นเรามีส่วนที่จะเป็นของตัว เองใส่เข้าไปได้ขนาดไหน มันก็มีลิมิทใช่มั๊ย ถ้าเราจะทำของเราคนเดียว ก็ต้องเริ่มตั้งแต่ศูนย์ไปเลย ตั้งแต่รากฐานจนมันจบ นั่นถึงเป็นงานชิ้นเดียวของเรา
ลองเปรียบเทียบกับคาราวาน หากว่าคาราวานยังทำแบบเก่าๆ อยู่ คนก็ว่าหมดความร่วมสมัยไปส่วนหนึ่ง ทั้งด้านดนตรีหหรืออะไรพวกนี้ ทีนี้มองกลับมาที่ตัวจรัลเอง มองตรงจุดนี้ยังไง
จรัล ผมก็มองความเปลี่ยนแปลง ก็พยายามเปลี่ยนแปลงนะ มัน เป็นบางเวลา บางขณะ บางผู้คนบางสถานการณ์ เท่านั้นที่เราจะใช้ดนตรีเฉพาะกาลเฉพาะเรื่องเฉพาะยุคสมัยได้ แต่โดยจริงๆ แล้วดนตรีทุกวันนี้มันเป็นแฟชั่น ผู้คนเสพดนตรีเหมือนกับใส่เสื้อยืด มันไม่สุนทรีย์น่ะ แบบเมื่อก่อนที่ฟังกันเพื่อศึกษา เพื่อจินตนาการ สร้างมโนภาพขึ้นมา ไม่เลยทุกวันนี้ เหมือนเวลาจะอมหมากฝรั่งต้องชิเคล็ทส์ อะไรแบบนี้ มันกลายเป็นอย่างนั้นไป มันก็ต้องเป็นอะไรที่ ผมว่ามันฉาบฉวยนะ มันไม่ค่อยลึกซึ้งน่ะ
ของตัวเองนี่คิดว่าส่วนที่จะปรับนี่จะเป็นทางด้านไหน ดนตรีหรือว่าเรื่องของภาษา?
จรัล ภาษาเป็นอันดับแรกเลยนะฮะ เพราะเรารู้สึกว่าภาษาไทยมันช่างเจริญงอกงามเสียจริง ๆ ในยุคนี้นะฮะมันเปลี่ยนแปลงเร็วมาก เร็วกว่าเศรษฐกิจอีก จากง่ายๆ ธรรมดาเป็นภาษาพิสดารไป
อย่างเช่น
จรัล อืมม์ อะไรล่ะ คือมีคำใหม่ ขึ้นมาเป็นแสลง เป็นอะไรพูดกันทีเดียวรู้เรื่อง แล้วก็แบ่งโดยชัดเจนว่า นี่เป็นภาษาวัยรุ่นนะ นี่คนแก่ นี่เป็นภาษาคนหนุ่มทำงานนะ นี่เป็นภาษาสาวไฮคลาสส์ สาวสลัมนะ มัน ชัดเจนมาก เพราะฉะนั้นภาษานี่มันจะมีอิทธิพลมากมายเลย เกี่ยวกับเพลง ว่ามันจะขายใคร มันเกิดจากตลาดจากการที่นักธุรกิจกำหนดตลาดของเพลง ว่าตลาดมันอยู่ที่ไหน ถ้าจะป้อนหกนุ่มสาว ก็เป็นอีกท่วงทำนองหนึ่ง อีกเนื้อหาหนึ่ง ป้อนผู้ใหญ่ก็อีกแบบหนึ่ง มันก็ชัด
ป้อนสาวไฮคลาสส์เป็นยังไง พวกดนตรีแจ็ซซ์อะไรทำนองนี้นะหรือ ?
จรัล มัน ก็คงอย่างนั้นละมั๊งฮะ เราจะเถียงกันไหมล่ะว่าเราจะทำแจ็ซซ์ขึ้นมาเพื่อป้อนใครจริงๆ
แจ็ซซ์ มันก็คนธรรมดาเดินดินนี่แหละฟังกัน แต่บ้านเราติดปีกให้เองต้องเหาะเหินเดินอากาศฟังกัน เราก็เอามาเป็นแฟชั่นอีกนะแหละ ใช่มั๊ย
ที่คิดถึงการแยกกลุ่มคนฟังแบบนี้ ส่วนตัวคิดจะทำบ้างหรือเปล่า
จรัล คิด ฮะ (หัวเราะ ) เพราะว่าปากท้องมันบังคับ บางทีเราก็ต้องทำ แต่เราก็ต้องทำให้ดี แล้วก็เป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด ถึงเราจะทำอย่างนั้นเราก็มีอะไรเป็นของตัวเราเอง เราอยู่มานานเลยทำให้เรามีอิสระ พอสามารถผลิตงานได้ตรงตามความคิดของตัวเอง บ้าง –เท่านั้นแหละ แม้มันจะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่อย่างน้อยมันก็แปดสิบเปอร์เซ็นต์ที่เป็นของเรา อีกยี่สิบนี่ต้องแบ่งให้คนรอบข้างบ้าง..
ชุดไหนที่ใช้ความคิดทำนองนี้
จรัล ชุดหลังๆมานี่แหละครับ แม้แต่ชุด “ฉันมีความรักมาให้” ก็ไม่แต่งเอง มีเพื่อนๆเขาบอกยากจะแต่งเพลงให้ผมร้อง ผมบอก – มาเลย ใครแต่งร้องหมด แล้วผมก็ไม่อาร์เรนจ์ให้เพื่อนทำ เพื่อนบอกให้ผมปิ๊คกิ้งกีตาร์-ผมก็ไม่ปิ๊ค หมายความว่าเราอยากได้ไอเดียของคนอื่นบ้าง ปรากฏว่ามันก็แปลกเหมือนกัน ( หัวเราะ )
มีอะไรที่คิดว่าดีขึ้น
จรัล ดีขึ้นนะ คือเราได้กลุ่มผู้ฟังกลุ่มใหม่เลยล่ะ เป็นกลุ่มที่โตกว่าวัยรุ่นหน่อยนึง แต่กลุ่มวัยรุ่นจริงๆ เขาก็ไม่รับเราอยู่ดี แล้วกลุ่มใหญ่จริงๆ เขาก็ไม่เอา เพราะเขาชอบในแนวเดิมของเรา เขาชอบอะไรที่เป็นฟีลิ่งของเราทั้งหมด
ถ้าต้องมานั่งทำเพลงที่เริ่มความคิดจากตลาดก่อนว่าต้องทำให้เข้ากับกลุ่มนั้นกลุ่มนี้
จะรู้สึกยังไง ?
จรัล ขัด ซีครับ เราทำเพลงเราก็อยากมีอิสระ มันจนแทบจะพูดได้ว่าใครฟังรู้เรื่องก็ช่าง
ไม่รู้เรื่องก็ช่าง คือเราอยากจะทำอย่างนั้น ไม่รู้เรื่องก็ช่างขอให้ฉันได้ร้องได้แสดงความคิดเห็น
ออกไปในเพลงได้เขียน มันออกมา นั่นคือความต้องการของเรา
บางทีภาพพจน์เราที่เป็นๆมา มันจะขัดกันหากว่าเราต้องทำเพลงในอีกแนวอีกแบบไป
จรัล ส่วน มากยังเป็นตัวเดิมอยู่นะ เพียงแต่ว่าเปลี่ยนเป็นอีกมุมหนึ่งว่าเรานำเสนออะไร แต่ตัวเราก็ยังเป็นคนเดิมอยู่นั่นแหละ สมมุติว่าเราร้องเพลงเพื่อจะเข้าไปในกลุ่มวัยรุ่นนะ ก็มองปัญหาของเขา มอง ด้วยความเป็นตัวเรานี่แหละ แต่ เจาะจงว่าฉันกำลังมองเธอนะกำลังพูดถึงเธอนะด้วยฟีลิ่งของเราเอง เน้นที่เนื้อหาดนตรีก็ร่วมสมัยให้เข้าหูหน่อย โจ๊ะขึ้นหน่อย มีอะไรนิดๆหน่อยๆ กุ๊งกิ๊งๆ อะไรแบบนี้นะ ( หัวเราะ ) มีสีสันขึ้นมาแต่มาจากเราเอง
อย่างที่ผู้คนเขาเชื่อกันว่า เพลงสมัยนี้เนื้อหาภาษาต้องง่ายกระชับ ไม่น่าจะมีการคร่ำครวญถึงดวงดาวกันมากนัก..
จรัล มันก็ยังไงไม่จริงร้อยเปอร์เซ็นต์ มันอาจจะเป็นเพราะว่าอาจจะเบื่อฉันทลักษณ์บ้านเราก็ได้ เราก็เลยพยายามหนีตัวเอง หรืออาจจะเป็นเพราะ ไม่สามารถทำได้เหมือนนักแต่งเพลงรุ่นครูซึ่งเขามีความละเมียดละไมมีความแตก ฉานในภาษามาก และใช้ได้ดีกว่าเรา อีกอย่างคงเพราะความเร่งรีบอะไรกันตลอดเวลาและก็การกำหนด อย่าง สิบเพลงโปรดิวเซอร์บอกไว้เลยว่าชื่อเพลงอะไรก็ต้องแต่งตามชื่อนี้…มันก็ เปลี่ยนไปนะฮะทุกวันนี้เราเราก็ไม่มีเวลาชื่นชมกับธรรมชาติอะไรแล้ว ใช่มั๊ยฮะ เพราะเรื่องใกล้ตัวสำคัญกว่า แต่สิ่งหนึ่งที่มันพิสูจน์ได้ก็คือว่า ความสวยงามของภาษามันก็ยังเป็น อมตะอยู่ สังเกตจากเพลงเก่าที่เอามาร้องใหม่ มันก็ยังได้รับความนิยมอยู่ นั่นก็คือเรื่องจริง
ถ้าจำต้องดึงเอาความร่วมสมัยในส่วนของภาษามาใช้นี่ ไม่รู้จะออกมาอย่างไร
จรัล ผม ก็จะผลิตภาษาใหม่ของผม มันบอกไม่ถูกนะมันต้องทำเลย ถ้าเราไปยืมของใครมามันก็ไม่ดีสำหรับเรา แต่ถ้าเราทำให้คนอื่นร้องก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะคนๆนั้น เขายังไม่มีอะไรห่อหุ้มอยู่ ถ้าเป็นของเรามันต้องสร้างคำอะไรที่ออกมาเป็นแคแร็คเตอร์ของเราเองก็คิด อยู่เยอะนะ งานชุดใหม่ที่ออกมานี่ก็เป็นภาษาของตัวเอง เอาแบบใครฟังรู้เรื่อง ไม่รู้เรื่องก็ไม่ต้องรู้กันนะ ( หัวเราะ )
![]()
ก็เป็นเพราะจรัลมีเพาเวอร์ระดับหนึ่งที่จะทำอย่างนั้นได้
จรัล ฮะ อันนี้ถือว่าได้ประโยชน์มาก ทุกคนเหมือนว่าจะให้อิสระ
สภาพธุรกิจที่เข้ามาบีบนักดนตรี จนบางทีรู้สึกมันมากเกินไป – - คิดอย่างไร
จรัล ผมก็ว่ามันไม่โตนะซี มันเหมือนกับการคุมกำเนิด หรือไม่ก็ฉีดยาเร่ง เร่ง ให้เกิดก่อนกำหนดแล้วก็มันไม่โตมันปัญญาอ่อนหรือว่าง่อยเปลี้ยเสียขาไป แทนที่จะงอกงามและผลิตผลงานในรุ่นหรือในอีกเจนเนอเรชั่นหนึ่ง เราสังเกตดูซีว่า ทุกวันนี้เรายังถูลู่ถูกังบรมครูเก่าๆ ทั้งหลายนี่มาแต่งเพลงให้อีก แล้วพอนักแต่งเพลงรุ่นใหม่ขึ้นมาเราก็ไป ด่าเขา หรือ นักดนตรีเราก็ใช้นักดนตรีรุ่นเก่าอยู่ดี ในยุคนี้ที่ว่าดนตรีมันเฟื่องกลับไม่มีผู้ผลิตในรุ่นนี้ออกมาและทำดนตรี เป็นเพลงไทยสำหรับยุคนี้ ไม่มี ( เน้นเสียง ) เอา รุ่นเก่านั่นแหละมาผลิตให้
รุ่นน้องเล่นกัน เจ้าของวงเองก็ต้องมานั่งแกะเพลงต้องเล่นเอง ( หัวเราะ ) เพราะตัวเองไม่ได้ผลิตเอง แล้วต่อไปใครล่ะ ? ใครจะผลิต พอรุ่นนี้ตายกันหมด ทำไงล่ะ ผู้ผลิตคือผู้ผลิตที่ใช้สมองของตัวเองใช้แนวความคิดของตัวเองเกี่ยวกับดนตรี ที่นี้เมื่อเขาไม่มีอิสระในการคิดทำ งานของเขาก็ไม่ออกมา ไม่ได้พิสูจน์ตัวเอง
ในจุดของคนที่เข้าไปเป็นส่วนร่วมในการผลิต ก็หมายความว่าต้องเป็นมืออาชีพที่เข้าใจและยอมรับสภาพเกี่ยวกับเรื่อง ธุรกิจได้ และมองเห็นมัน ตรงนี้นักดนตรีหลายๆคนที่ฝีมือดีเขาไม่สามารถรับจุดนี้ได้
จรัล ไม่ได้ เขาก็เล่นอิสระของเขา แต่เขาไม่มีโอกาสที่จะเผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวางเต็มรูปเต็มจอ อย่างผมนี่จัดตัวเองอยู่ในกลุ่มหลัง ไม่ใช่มืออาชีพอย่างนั้น มีนักดนตรีฝีมือดีเยี่ยมมากมายซุกซ่อนอยู่ตามผับตามบาร์ทั้งในเมืองแล้วก็ หัวเมืองต่างๆเยอะแยะ แต่ใครจะไปเชื่อพวกเขาล่ะ
ใช่มั๊ย……
ช่องว่างตรงนี้จะลดลงยังไง
จรัล เราก็ต้องการนักธุรกิจเกี่ยวกับเพลงที่คิดถึงวันข้างหน้า แล้วก็ลอง ทำใจฟังแล้วก็ยอมรับ
ความคิดเห็น อืมม์….ความเห็นของนักดนตรีน่ะหรือผู้ที่จะผลิตงานของตัวเองออกมา ลองให้โอกาสเขาดูเพลงแบบี้เนื้อหาแบบนี้มันจะเป็นยังไง ส่วน มากเขาก็เอาเพลงที่ขายได้ เป็นมาตรฐาน แล้วก็ผลิตตามกันมันถึงไม่มีแนวดนตรีใหม่ๆ ยิ่งนักดนตรีคนนั้นไม่มีผลงานมาก่อน – - ใครก็ไม่มีมาก่อนทั้งนั้น ( เน้นเสียงสูง ) มันก็ต้องอยู่ที่ความเชื่อถือซึ่งกันและกัน เราต้องการนักธุรกิจเพลงที่คิดถึงวันข้างหน้า แต่เดี๋ยวนี้มันเป็นผูกขาด ทีนี้ก็อยู่ที่ว่า ใครจะโชคดีล่ะ ไปอยู่กับใคร ผู้ผลิต ผู้สร้าง มันแยกกับผู้ขายได้ชัดเจน คนที่เป็นนักดนตรีทุกวันนี้ก็รับทรัพย์ ( ยิ้ม ) คนที่ไม่ต้องคิดนะ เล่นอย่างเดียว ทำงานในห้องอัดตามสั่ง เพียะๆ วิ่งรอกกันทั้งวันทั้งคืน เพราะฉะนั้นเพลงมันถึงออกมาเหมือนกันหมด สำเนียงเดียวกัน คนลีดกีตาร์ก็คนนี้ โปรแกรมกลองก็คนนี้ เพลงของใครก็ตีส่งอย่างนี้
เคยคิดจะไปทำในจุด – - อย่างรับแต่งเนื้ออย่างเดียวโดยเขามีทำนองมาให้ หรือแต่งทำนองอย่างเดียวอะไรพวกนี้ ขายกันเลย
จรัล ยังๆ ยังไม่ชอบ ก็มีบ้างนะครับที่เอาทำนองมาให้ผมใส่เนื้อ แต่ไม่ค่อยชอบ มันไม่ค่อยซาบซึ้งน่ะ มันเหมือน….อะไรล่ะ มันไม่ใช่ดนตรี คนตรีมันต้องคิดมันต้องรู้เรื่องทั้งร้อยอย่าง พันอย่าง ของเพลงทำนองนั้น อารมณ์ของมัน คำมัน ผู้ร้องจะร้องออกมายังไง ใส่กีตาร์สักขนาดไหน มันต้องเต็มไปด้วยความรู้สึก มันต้องไม่ใช่สูตร ทฤษฎี มันต้องไม่ฟิกซ์ ถ้าเราฟิกซ์มัน มันก็เหมือนดนตรีพลาสติค มันกระชับมันสนุกจริง แต่มันไม่บรรเจิดไง มันไม่เป็นสีรุ้งเป็นประกายฉ่ำซึ้งได้ สำหรับผู้คนที่หลงใหลไปกับคำร้องนั้น กับดนตรีแล้วแทบไม่มีความหมาย ดนตรีที่เหมือนกันหมด ที่เขาขายกันก็ตรงนี้ไม่ใช่เหรอ หล่อ สวย หรือไม่ มันต้องประหลาดที่สุด มันต้องมีอะไรของมันสักอย่าง เป็นจุดขาย ( หัวเราะ )
รู้สึกจรัลจะมีความผูกพันกับคันทรี่มาก
จรัล ฮะ มันแทบจะฝังอยู่ในสายเลือด ทุกวันนี้ก็ยังมี
ให้ไปเล่นเพลงร็อคอะไรพวกนี้คงวุ่นวาย
จรัล ได้ ( เสียงย้ำ ) ผมชอบดนตรีร็อคมาก ชอบเป็นบ้าเป็นหลัง แต่ผู้คนเขาไม่ให้โอกาส
ผมสร้างดนตรีร็อค บอก “เฮ้ย เป็นไปไม่ได้ เสียภาพพจน์หมด คุณจะไปร็อคแร็คอะไร”
ผมสร้างได้ แต่ผมไม่ร้องก็ได้นี่ ( ย้ำเสียง ) เขาบอก “ไม่เอา เอาโฟล์คหวานๆ เย็นๆ สร้างสรรค์
อะไรพวกนี้ไป” เบื่อจริงๆ คำว่าสร้างสรรค์ มันตรงไหนที่มาชี้ว่าสร้างสรรค์ไม่สร้างสรรค์
ส่วนตัวนี่แบ่งยังไงนิยามสร้างสรรค์และไม่สร้างสรรค์
จรัล มันอยู่ที่คนฟัง คนฟังเขาได้รับอะไรจากเพลงนั้นก็สร้างสรรค์ แล้วกลุ่มที่ได้รับมากมายมั๊ยถ้ามากพอเพลงนั้นก็มีอิทธิพล อิทธิพลสำหรับสังคมนั่นก็คือสร้างสรรค์สำหรับเขาแล้วมันอยู่ที่ผู้ฟังจะไปตัดสินแล้วว่ามันเป็นอะไร ผู้สร้างอย่าพยามยาม – - สร้างอะไรที่คิดเฉพาะเจาะจงลงไป เพราะจริงๆแล้วเราไม่มีโอกาสไปรู้เลยว่าใครคิดอะไรยังไง ถ้าเรารู้เราก็รวยใช่มั๊ยครับ
เราๆ ควรจะคิดด้วยทัศนคติของเราเองที่มีต่อสังคม ด้วยโลกทัศน์ของเราเอง แล้วก็ถ่ายทอดมันออกมาอย่างที่เราจินตนาการหรือที่เราคิดอยากจะให้มันเป็น อยากจะแก้ไข อยากจะ…. มันต้องมาจากตัวเรา แล้วเราก็ไม่มีวันรู้ซึ้งว่าใครต้องการอะไร ผมคิดว่างานอย่างนี้ควรจะเป็นงานสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นเพลงรักหรือเพลงอะไรก็ตาม ถ้าเราจริงใจมันก็ออกมาจริง อย่างบอกจริงใจแล้วพยายามสร้าง ถ้าพยายามมันก็ไม่ใช่แล้ว มันจะออกมาเองไหลพรูออกมาแต่ในด้านภาษาคุณไม่จำเป็นต้องคล้องจองก็ได้ ระบายมันออกมา อย่าไปติดคำจากเพลงฮิทวัยรุ่นชอบคำนั้นคำนี้แล้วหยิบมาใส่มาเสริม เขาเรียกพวก – - มันก็ไม่จริงทันที

ช่วงหลัง ปี 2516 ที่มีแนวคิดศิลปะเพื่อศิลปะ กับศิลปะเพื่อมวลชน ตอนนั้น จรัลอยู่ในช่วงนี้ด้วย
จรัล อยู่ฮะ ก็เป็นช่วงที่กำลังเจริญงอกงามทางด้านความคิด อิทธิพลจากเพลงต่างประเทศก็เยอะ ระหว่างค่ายเสรี กับค่ายคอมมิวนิสต์ เราก็มีผลกระทบไปด้วย เพราะบ้านเรามันพฤติกรรมอันนี้อยู่มีความขัดแย้ง ความแตกต่างในสังคม ความด้อยโอกาสอะไรพวกนี้ มันชัดเจนมากในยุคนั้นมันกระทบรุนแรงและฝังตัวมา
จำได้มั๊ยว่าในช่วงนั้นเราได้แนวคิดใหม่ๆ อะไรในตัวเราที่เราไม่เคยคิดมาก่อนหรืออาจจะคิดแต่มันไม่ชัดเจน
จรัล มันคงจะเกิดไล่เลี่ยกันนะ จากการเป็นเด็กวัยรุ่นกำลังคิด พอมีเหตุการณืมีอะไรมา มันก็แตกออกมาภายในระยะเวลาไม่มากนัก เพราะกระแสมันรุนแรงมาก เพียงแค่ปีนึงนี่ทัศนคติเราเปลี่ยนไปเลย อย่าง – - เพราะรู้สึกว่าสังคมมันไม่ยุติธรรมผู้คนไม่เสมอภาค ไม่มีเสรีภาพ หรือว่าทำไมผู้คนต้องด้อย ทำไมกลุ่มที่ด้อยมันด้อยเหลือเกิน นี่เป็นสิ่งใหม่ที่เกิดมาในช่วงนั้น วึงก่อนหน้านี้ เรายังมองเห็น เราฟังแล้วเราก็คิดเท่านั้นเอง แต่มันไม่มีอะไรกระทบเรา พอมากระทบปุ๊บเรามองเห็น – เห็นวิธีอยู่ร่วมกัน หรือว่าคนเราควรจะดูแลสังคมที่ตัวเองอยู่ยังไง กับผู้อื่นยังไง ผมมองมันแล้ว – - อยากจะระบายออกมา อยากจะพูดอยากจะอะไรออกไป..
ตรงจุดศิลปะต้องเกื้อเพื่อมวลชนเป็นอีกกระแสหนึ่งที่รุนแรงในตอนนั้น กับตัวเองนี่คิดยังไง
จรัล บางคนเขาก็ทำดนตรีรับใช้ลัทธิ – ในเวลานั้น แต่ผมไม่ได้เป็นอย่างนั้น
ผมจะไม่ยอมเอาลัทธิอะไรมา..
แต่ถึงที่สุดแล้วทุกคนต้องติดกับอะไรบางอย่างอยู่ แม้แต่ติดกับตัวเอง
จรัล เรา ก็รู้ว่าเราติดกับอะไรติดแนวความคิดของใคร แต่เวลาทำงานของตัวเองนี่ผมจะไม่ติดถ่ายทอดมันออกมา ทั้งที่สังคมตอนนั้นมันแรงมาก เลือด การกดขี่ เพลงตอนนั้นเขาก็ใช้คำแรงๆแต่ของผมออกมาหวานมาก ( ยิ้ม ) และผู้คนในสังคม ก็สัมผัสเพลงได้ว่ากำลังบอกกล่าวอะไรนั่นอาจจะเป็นเพราะธรรมชาติของผม ที่ไม่ชอบความรุนแรงก็เป็นได้ ก็เลยนำเสนอความคิดของตัวเองออกมาในรูปแบบอันั้น เป็น นิทาน เป็นการเปรีบยเปรย ว่าอย่างนี้เป็นอย่างนั้น ถ้ามันกลายเป็นอย่างนี้ คุณจะคิดยังไงเป็นเรื่องของคุณ จะไม่ชี้นำว่าอันไหนถูกอันไหนผิด เพียงแต่บอกให้คุณรู้ว่า
ฉันรู้สึกยังไง
จะเกี่ยวกับเรื่องท้องถิ่นไหมครับ ที่เขาบอกกันว่าวัฒนธรรมอะไรต่ออะไรทางเหนือนี่
จะออกมาในโทนนุ่มนวล
จรัล มันก็ไม่จริงทั้งหมดนะ เพราะอารมณ์พื้นฐานทั่วโลกเหมือนกันหมด ดีใจ เสียใจ มันเหมือนกันแต่เมื่อได้รับการหล่อหลอมแล้ว ผู้คนก็แสดงออกผิดกันไป อันนี้ก็ส่งผลมาถึงตัวผม ออกมาในด้านดนตรีด้านอะไรต่ออะไรมันมีผลมากจากพ่อแม่โดยตรง เพราะถ้าจากสังคม ทุกสังคมเหมือนกันหมดมันก็เฮงซวยทุกสังคม ไม่มีสังคมไหนเลิศกว่าที่ไหน มันมาจากพื้นฐานครอบครัวและโลกทัศน์ว่าเรามองโลกยังไง มาจากครอบครัว – -แต่ก็มีเหมือนกันที่ต่างจากครอบครัวโดยสิ้นเชิง แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะได้อิทธิพลมาแล้วเราก็เปลี่ยนแปลงไปไกลกว่าหรือแคบ กว่าพ่อแม่ท่านก็เป็นได้
ตอนเด็กนี่คงจะติดพวกโคลงกลอนพวกอะไรมากพอดู
จรัล และก็ติดตัวมาจากการอ่าน ชอบอ่าน ชอบมาก ภาษาก็มาจากพวกนี้แหละ ทั้งวรรณคดีบทความอไรพวกนี้แหละ ลิลิตพระลอ – - พ่อ เป็นคนชอบเล่าวรรณคดี อะไรต่ออะไรแกจะจำได้หมดแล้วก็เล่าออกมาเป็นกลอนก่อนนอน เราก็จะจำ แล้วเราก็ขวนขวายละสิทีนี้ อยากจะรู้อยากจะอะไร บางเรื่อง ยังไม่ได้เรียนเราก็อ่านแล้ว คำยากๆ ก็ค้นพจนานุกรม มันก็ทำให้เรารู้รากศัพท์มากเข้าไปอีก มาจากไหนๆ มันก็แตกออกไปเรื่อยๆ จากการอ่าน เดี๋ยวนี้ก็ยังอ่านขาดไม่ได้เลยไปไหนมาไหนก็ต้องซื้อตลอดอะไรตลอด
วัดจากที่ตัวเองชอบอ่านหนังสือ กับเพลงสมัยนี้ที่มันคล้ายกับภาษาพูดมันพอจะพูดได้ไหมว่าเด็กสมัยนี้ไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือ
จรัล ชอบฟังกันมากกว่า หรือไม่ก็ไม่ได้แตกฉานทางด้านภาษา ก็ต้องใช้ภาษาพูด มันไม่ยั่งยืนนะภาษาพูดนี่ มันก็จะเปลี่ยนทุกวันพอถึงวันหนึ่งเพลงมันก็หมดความไพเราะไป แต่ถ้าเป็นภาษาจริงๆแล้วมันลึกซึ้ง มันมีราก มีอรรถรส ในตัวของมันเอง มีภาพมีกลิ่นมีมิติมีอะไรของมันเอามาเมื่อไหร่มันก็ได้ เราไม่สามารถสร้าง เพลงที่จัดว่าเป็นอมตะได้ เพราะใช้ภาษาพูดกันเสียส่วนใหญ่

อย่าง “รางวัลแด่คนช่างฝัน” จนเดี๋ยวนี้ก็ยังคงอยู่ – - ทีนี้จรัลบอกว่าสร้างมาจากความรู้สึกตัวเอง ตรงนี้ถ้าคนไม่ได้ผ่านชีวิตหรือรู้เห็นอะไรบางอย่างคงลำบาก
จรัล มันอยู่ที่การสร้างสมความคิดนะผมว่า เราอย่าเรียกว่าวัยเลย มันไม่ใช่วัย คนพวกนั้นต้องคิดได้แล้วก็สร้างได้ ไม่งั้นคนเก่งก็ต้องแก่หมดซี เพราะประสบการณ์มากกว่า มันไม่จริงนะ มันต้องเป็นนักคิด ถ้าเป็นแล้วมันจะพยายามสื่อออกมา คนเราถ้ามีความคิดอะไรอยู่ในใจ มันต้องหาทางระบายออกมาวิธีใดวิธีหนึ่ง ทีนี้ประสบการณ์อะไรเนี่ย ใช่ มันช่วยได้ แต่คนมีประสบการณ์ ถ้ามันมีเต็มหัวแต่มันไม่รู้จักคิด มันก็เอาออกมาไม่ได้ มันก็ไม่มีอะไรเลย
ในสมองมันมีแต่ควายวิ่งพล่านอยู่เต็มหัว ( หัวเราะครืน ) ใช่มั๊ยล่ะ มันก็มีส่วนเหมือนกันนะประสบการณ์นี่ แต่ก็ไม่มาก อยู่ที่คิด ถ้าคิดแล้วมันออกมาไม่ได้ มันก็มีวิธี เช่น อ่าน- -อ่านมากขึ้นเขียนมากขึ้น มัน เป็นไปไม่ได้เลยคนเราจะเขียนบทกลอนหรือจะอะไรสักอย่างที่เกี่ยวกับภาษา มันต้องลองแล้วลองอีก ลองอยู่นั่นแหละ กว่าจะกล้าให้ใครอ่านอย่างภาคภูมิใจได้ว่า “นี่ ฉันเขียนนะมันผ่านมาแล้วนะ” ไม่ใช่นั่งปุ๊บออกปั๊บ เป็นไปไม่ได้ อย่าง “รางวัลแด่คนช่างฝัน” คนฟังเขาก็บอกนั่นเพลงของเขา มันก็ต่างกัน รวมทั้งตัวผมเอง แต่มันได้ ได้คนละอย่าง แต่โดยจริงๆ แล้วที่ผมเขียนเพลงขึ้นมา มีใครรู้บ้างว่าเรามีความรู้สึกยังไง จะไม่มีใครจับได้ เพลงของผมส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนี้ คือฟังแล้วเหมือนกับว่าเรากำลังพูดถึงคนๆนั้น
แล้วมันก็เหมือนกับเราปลุกเร้าให้กำลังใจตัวเองจากอะไรที่มันกดดันเราหรือ – - อะไรพวกนี้
จรัล มันกว้างมากเลยนะ อันนี้ไงที่มันคือกลเม็ดในการนำเสนอ ผมบอกให้ก็ได้ ไม่เคยบอกใครนะ ผมสร้างเพลงนี้มาก็เพราะ มันกำลังมีอะไรอยู่ – ที่ยุ่งยากในบ้านเรา
ตอนนั้นปีไหนที่สร้าง
จรัล ประมาณปี 2527 แล้วไอ้ความรู้สึกนี่มันก็สั่งสมมา กำลังมองหาจากสังคมว่าผู้คนในยุคหนึ่งเนี่ย “เขาหายไปไหน ผู้คนที่เคยต่อสู้ ผู้คนที่กล้า กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง กล้าที่จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่าง มันดีขึ้น ผู้คนที่เคยร่วมแรงร่วมใจกัน มันหายไปไหนหมด หรือ ว่าลืมไปแล้วหรือว่าเธอลืมคำมั่นสัญญาที่เธอเคยให้มาตั้งนานแล้ว ไปทำอะไรกันอยู่ เธอหายไปไหน ทำไมเธอไม่มา มาซีฉันยังอยู่ ยังสู้อยู่ มาซี” นั่นคือความรู้สึกของผม “สู้ต่อไปซี เรื่องมันยังไม่จบหรือว่าเธอสบายแล้วถึงลืม” มันเป็นความรู้สึกอันนี้
มองงานย้อนหลังลงไปจากพื้นฐานที่บอกว่าสร้างจากความคิดความรู้สึกของตัวเองนี่มองไปแล้วมีงานชิ้นไหนบ้างที่ เอ๊ะ อันนี้เราเขียนไปได้ยังไง ตอนนี้เราไม่ได้เชื่อแบบนั้นแล้ว
จรัล ความ เชื่อถือยังอยู่ แต่การใช้คำนี่มี ทำไมเราไม่ใช้คำนั้นล่ะคนจะได้เข้าใจมากขึ้นอะไรแบบนี้มากกว่านะ แต่ความเชื่อยังคงอยู่ ยังเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยน สิ่งที่เราเชื่อ ก็ยังเป็นแบบนั้นอยู่







Recent Comments