• 12Nov

    “ซึงสุดท้าย” บทเพลงและจดหมายเหตุฉบับย่นย่อ จรัล มโนเพ็ชร

    001

    คนที่ยิ่งใหญ่ในโลกของศิลปะ ย่อมมีคนสนับสนุนที่ยิ่งใหญ่อยู่เบื้องหลังยิ่งในวงจรของทุนนิยม ที่ชีพจรมันเดินด้วยธุรกิจ และเม็ดเงินเป็นหลักใหญ่ ย่อมต้องมีผู้ที่เจนจัดทั้งด้านศาตร์และศิลป์ในการบริหารจัดการให้ตัวศิลปินศิลปินล้านนาที่ยิ่งใหญ่ในโลกดนตรีร่วมสมัย จรัล มโนเพ็ชร ย่อมมีมานิด อัชวงศ์เป็นเหมือนเงาตามตัวภายใต้ ตำนานที่ถูกกล่าวขาน 5 ปีเต็มกับภาวะการจากไป ลิขสิทธิ์บทเพลงทั้งหมดของ จรัล มโนเพ็ชรได้ตกอยู่กับ ลูกชายคนเดียว ไตรศุลี มโนเพ็ชร ภายใต้การดูแล และจัดการของ มานิด อัชวงศ์เช่นกัน อัลบั้ม “ซึงสุดท้าย” เป็นงานซีดี 2 แผ่นคู่ที่มีเพลง รวมกัน 23 บทเพลง น่าจะเป็นอีกมุมมองหนึ่งในการคัดสรรบทเพลงของ จรัล มโนเพ็ชร ผ่านคนใกล้ชิดตัวเขามากทีสุด ในฐานะผู้จัดการส่วนตัวและดูทุกสิ่งทุกอย่างให้กับจรัล

    มานิด อัชวงศ์ ได้รำลึกความหลังและแรงบันดาลใจ ที่มาที่ไปของบทเพลงแต่ละเพลงที่เขาเลือกมา โดยนำมาผูกโยงกับอารมณ์ปัจจุบัน ของการถวิลหาถึงภาพความประทับใจในอดีตด้วยเช่นกัน

    ความผูกพันของศิลปินและผู้จัดการส่วนตัวนั้น

    เป็น เรื่องลึกล้ำในฐานะมนุษย์ คนหนึ่งกับมนุษย์อีกคนหนึ่ง 25 ปี ซึ่งเดินทางและทำงานอย่างเอื้อหนุนซึ่งกันและกัน คนหนึ่งเป็นศิลปินที่คอยสร้างสรรดนตรีและบทเพลงขับกล่อมผู้ฟังในสไตล์เฉพาะ ตัว ด้วยดนตรีร่วมสมัยที่มีรากฐานมาจากเอกลักษณ์ดนตรีพื้นถิ่นล้านนา อันเปี่ยมด้วยอัตลักษณ์พิเศษของจรัล มโนเพ็ชร ส่วนอีกคนหนึ่เป็นผู้จัดการส่วนตัว เชี่ยวชาญและมีสัมผัสพิเศษในการฟังดนตรีร่วมสมัย ที่สามารถอยู่ในกระแสตลาดเพลงพ็อพ โดยเฉพาะการนำจิตวิญญาณของล้านนาหรือภาคเหนือของไทยนำเสนอ ออกสู่โสตสัมผัส ของคนฟังทั้งประเทศให้เข้าถึงที่สุด แม่นยำเรื่องการบริหารจัดการ กระบวนการผลิต การตลาด ดูแลภาพลักษณ์จนถึงชีวิตส่วนตัว

    เพราะฉะนั้น อัลบั้ม “ซึงสุดท้าย” จึงเป็นการประมวลและการถ่ายทอดความรู้สึกที่นำความหลังมาบอกเล่าเป็นตัว หนังสือให้อ่านประกอบกับบทเพลงทั้งหมด ซึ่งเป็นความพิเศษอย่างหนึ่งสำหรับศิลปินที่ล่วงลับไปแล้ว เพราะเป็นธรรมเนียมที่คนฟังเพลงจะได้ฟังเพลงในอีกมิติหนึ่งที่แตกต่างไปจาก การออกงานในแบบสตูดิโออัลบั้มหรืออัลบั้มแสดงสดในวาระปกติ
    “ซึงสุดท้าย” เป็นบทเพลงที่ถูกถอดจากอัลบั้ม “ศิลปินป่า” ของจรัล เนื่องจากต้องการเก็บเอาไว้ด้วยเหตุผลว่า….เศร้าเกินไป หากมีปัจจัยอื่นๆ คน 2 คนที่มองตากันรู้ใจคือมานิด กับจรัล ในความต้องการที่จะให้บทเพลงบทนี้เป็นเพลงสุดท้ายที่ออกสู่สาธารณชนจริงๆ
    ส่วนบทเพลงที่เหลือ โดยส่วนหนึ่งจะเป็นบทเพลงที่รนู้จักกันดีในฐานะเพลงฮิตที่อยู่ในใจของคนฟัง และเป็นลายเซ็นของจรัล มโนเพ็ชร รวมถึงมานิดเลือกเวอร์ชั่นที่ต้องกับรสนิยมของเขา ซึ่งไม่คุ้นหูมาให้ฟังกัน ไม่ว่า รางวัลแด่คนช่างฝัน, สาวเชียงใหม่, มิดะ, อุ้ยคำ, ล่องแม่ปิง
    บทเพลงดีมีความหมายตอกย้ำความรู้สึกของจรัล กับมานิด อาทิ ความหวัง ความฝันของวันนี้, สัญญา,เพื่อน, เมียวเมียว มูมู, หรือว่าฉันเหงา, อดีตที่ไม่เคยลืม ฯลฯ
    รวมถึงเพลงที่แสดงถึงชั้นเชิง ประสบการณ์ทางดนตรี ที่พัฒนาถึงขั้นสูงของจรัล ในรูปออร์เคสตราและเพลงประกอบภาพยนตร์ แม่ปิงซิมโฟนี และ กาเหว่าที่บางเพลง
    และที่สำคัญบทเพลงในโอกาสพิเศษที่แสดงถึงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ บทเพลง รอยพระบาท, สดุดีแม่เจ้าหลวง, และฮ่มฟ้าบารมี

    บทเพลงทั้งหมด 23 เพลง แสดงให้เห็นถึงความคิดและพัฒนาการทางดนตรีของจรัล
    ตั้งแต่ยุคโฟล์คซองพื้นถิ่นล้านนามาจนถึงเพลงพ็อพร่วมสมัยในยุคทศวรรษ 2520 – 2530
    และคลี่คลายสู่รากเหง้าธรรมชาติโฟล์คแบบนิวเอจและออร์เคสตร้าที่ซับซ้อน
    และแน่นอนในที่นี่ ก็ต้องมีเสียงร้องอันหวานอ้อยสร้อยแบบแม่ญิงชาวเหนือแท้ๆของ
    สุนทรี เวชานนท์

    หากจะบอกว่า มานิด อัชวงศ์ ได้เขียนจดหมายเหตุฉบับย่นย่อของตังเองให้กับ จรัล มโนเพ็ชร โดยแกนกลางอยู่ที่บทเพลงอันอยู่ในใจของเขาด้วยความสมบูรณ์แบบก็คงไม่ผิด ความจริงไปนัก

    ซึ่งก็ได้แต่หวังว่า เขายังมีวัตถุดิบอีกมากมายที่เป็นข้อมูลปฐมภูมินำเสนอถึงศิลปินดนตรีร่วม สมัย ตำนานของล้านนา ซึ่ง 100 ปีจะมีเกิดขึ้นสักคน ออกนำมาเสนอเป็นเป็นซีรีส์ปีละ 1 อัลบั้ม โดยเป็นคอนเซ็ปต์หรือแนวคิดของตัวเอง ที่สัมผัสแนบสนิทชิดใกล้เหมือนเป็นรักษากล่องดวงใจเพื่อรักษาบทเพลงทั้งที่ ยอดนิยมฮิตอมตะ และหาฟังยากให้คนรุ่นต่อไปได้เสพสัมผัสต่อชีวิตจรัล มโนเพ็ชรให้อยู่ยงยั่งยืนนาน

    ที่มา ..Always music โดย พอล เฮง

    หนังสือ way ฉบับ เดือน มกราคม 50

    ก่อนวันสุดท้าย

    ผมคงต้องเริ่มต้นจากวันที่ 30 กรกฎาคม 2544 ที่กรุงเทพ ฯ เรา ผมหมายถึง ผมและ จรัล มโนเพ็ชร มีประชุมขั้นสุดท้ายกับ เจ้าหน้าที่ “กองทุนส่งเสริมวัฒนธรรม” กระทรวงวัฒนธรรม ในเรื่องการจัดคอนเสิร์ต “๒๕ ปี โฟล์คซองคำเมือง จรัล มโนเพ็ชร” เพื่อหารายได้ ก่อตั้งกองทุน “กองทุนจรัล มโนเพ็ชร” หนึ่งในกองทุนที่หาดอกผลดูแล ศิลปินแห่งชาติ ( ซึ่งต่อมา หลังการจากไปของ จรัล มโนเพ็ชร คณะผู้ทำงานได้ทำงานจนเสร็จและบรรลุเป้าหมายในการก่อตั้ง กองทุนจรัล มโนเพ็ชร )

    คืนวันเดียวกัน ที่ร้านอาหาร “สะเต็กลาว” ถนนรามอินทรา เรานั่งดื่มกินคุยกันสองคนจนดึก
    เรานั่งคุยกันหลายเรื่อง เช่นงาน คอนเสิร์ตดังกล่าวที่จะจัดในวันที่ 25-26  ตุลาคม 2544
    ในส่วนรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ทำให้ผมมือไหว้ จรัล มโนเพ็ชร “ที่จริงผมเตรียมแผนไว้หมดแล้ว
    ทีมงานหลัก ๆ รู้แล้ว แต่ผมอยากจะบอกกับเตี่ยด้วยตนเอง  ช่วงฟินาเล่ของคอนเสิร์ต
    นอกจากขอบคุณ ผู้ให้การสนับสนุนแล้ว ผมจะเชิญเตี่ยออกมาด้วย  ผมอยากจะบอกกับแฟนเพลงของผมว่า เพราะมีเตี่ย วันนี้ถึงมี จรัล มโนเพ็ชร ๒๕ ปี ดูแลน้องนะ น้องไม้กำลังโต เตี่ยอยู่ใกล้กว่า”

    วันที่ 31 กรกฎาคม 2544
    เราเดินทางขึ้นเหนือด้วยรถไฟ  ด้วยเหตุผลว่า “จะได้คุยกัน เพิ่มเติมรายละเอียด
    ในคอนเสิร์ตให้จบ” อย่างมีความสุขกับความก้าวหน้ากับรายละเอียดที่สมบูรณ์ขึ้น
    บนรถไฟสายเหนือชั้นสอง ตู้นอน เราสองคนนั่งคุยกันจนดึก ดึกที่สุด จนเจ้าหน้าที่
    ผู้ดูแลการจัดที่นอน มาเตือนเราหลายครั้ง

    วันที่ 1 กันยายน 2544
    เช้ามืดรถไฟถึงลำพูน แทนการเข้าบ้าน “ดวงดอกไม้” บ้านพักของเขา  เจ้าตัวเลือกที่จะเข้าบ้าน
    “คูลไอซ์” ร้านขายไอศกรีมเล็ก ๆ ที่เพิ่งเปิดกิจการได้ไม่กี่วัน เป็นกิจการที่ผมทำเพื่อเป็นที่อยู่และ
    ที่ทำกินโดยมีเหตุผลพิเศษ คือ
    “เตี่ย…….ไปอยู่ลำพูนเหอะ ผมสงสารลูก ไปดูแลน้องไม้แทนผมด้วย”
    จรัล มโนเพ็ชร เรียกผมว่า “เตี่ย” ตามที่ลูกเรียก เช่นเดียวกับอีกหลาย ๆ คน
    ตอนสายวันนั้น พ่อลูก มโนเพ็ชร นั่งคุยกัน อย่างมีความสุข ไม่ต้องได้ยินว่าคุยอะไรกัน ……..
    ผมก็รู้ว่า จรัล มโนเพ็ชร จะคุยกับลูกอย่างพ่อที่ใจกว้าง อย่างรักลูก ทุกเรื่องจะเปิดใจคุยกัน
    ตลอดเวลา  คณะทำงาน  เพื่อนพ้องชาวลำพูน เริ่มเข้ามาสมทบ จรัล มโนเพ็ชร
    เริ่มประชุมทีมงาน จรัล มโนเพ็ชร เสนอบทละครที่เขาเพิ่งเขียนเสร็จใหม่ ๆ
    ตามด้วยการซ้อมนักแสดง  “ละครชุมชนเรื่องมะเมียะ”
    ผมเองสาละวน กับการทำกับข้าวเพื่อเลี้ยงดูทีมงาน

    วันที่ 2 กันยายน 2544
    จรัล มโนเพ็ชร มาถึงบ้านผมแต่เช้า  เราเริ่มคุยกันในรายละเอียดของงานอีกครั้งหนึ่ง
    ผมรับหน้าที่ดูแลส่วนที่เป็นการแสดงดนตรี ส่วนละครชุมชน ที่จะแสดงละครเรื่องมะเมียะ
    จรัล มโนเพ็ชรและทีมเพื่อนพ้องชาวลำพูนแบ่งส่วนไปดูแล  การซ้อมละครเริ่มอีกครั้งหนึ่ง
    เย็นวันนั้น การประชุมเรื่อง แผนการประชาสัมพันธ์ ผมได้หยิบบทละครขึ้นมาประกอบ
    การนำเสนอ “บทละครทุกเรื่อง ต้องมีประโยคทอง ผมจะใช้ประโยคทองของละครมะเมียะ
    โปรยหัวในใบปลิว ในโปสเตอร์”
    จรัล มโนเพ็ชร ดักคอผมอย่างอารมณ์ดีอย่างคนทำงานด้วยกันนานปี
    “รู้แล้ว เตี่ยจะใช้ประโยคไหน”
    ใช่ครับเราคิดตรงกัน  จรัล มโนเพ็ชร เขียนประโยคทองไว้ในบทละครว่า……
    “ต้องรับรู้ความเจ็บปวดของตัวเองแลกกับความยินดีของแผ่นดิน”
    เป็นประโยคที่เจ้าน้อยศุขเกษม  ประกาศความในใจ จำยอมจำใจตัดสินใจส่ง มะเมียะ
    คืนเมืองมะละแหมง พม่า
    ถูกต้องครับ ผมได้นำเสนอต่อที่ประชุมว่า “ขอเติมคำนำหน้าหนึ่งคำ ” เจ้า…..”
    เพื่อให้เด่นชัดลงไปมิฉะนั้นคำพูดนี้มันจะลอย ๆ” ในที่ประชุมใครคิดอย่างใด ผมไม่ทราบ
    แต่สายตาของคนเขียนบท บอกอะไรบางอย่างกับผม….  ผมเข้าใจ
    “เจ้าต้องรับรู้ความเจ็บปวดของตัวเอง
    แลกกับความยินดีของแผ่นดิน
    คำว่า “เจ้า”  ในที่นี้  หมายถึง จรัล ใช่ไหมเตี่ย ผมต้องรับความเจ็บปวดเอง”
    ผมตอบอย่างชัดเจนตรงปากตรงใจว่า
    ” ไม่ใช่…..อย่าคิดอย่างนั้น มันเป็นภาษาละครเท่านั้นเอง  และเจ้านายก็เขียนเองนี่”
    “เจ้านาย” เป็นคำเรียกที่บางครั้งผมใช้เรียก จรัล มโนเพ็ชร
    การประชุมเลิกลากลายเป็นวงสันทนาการของผองเพื่อน
    คืนนั้นเราทุกคนในที่แห่งนั้นพูดคุยกันอย่างสนุก
    อย่างมีความสุข อย่างโล่งอกโล่งใจ อย่างมีความหวัง…ความฝันว่า งานคอนเสิร์ต
    “๒๕ ปีโฟล์คซองคำเมือง จรัล มโนเพ็ชร”  จะดำเนินไปได้อย่างดี เพราะทุกอย่างลงตัวแล้ว
    ดึกแล้ว  หรือที่จริงคือเวลาหลังเที่ยงคืน
    ก้าวเข้าสู่ 3 กันยายน 2544   วงสันทนาการเริ่มเลิกลาจนเหลือเราสองคน
    “เจ้านายกลับบ้านเหอะ เดี๋ยวจะปลุกพี่ตาลขับรถไปส่ง ผมไปด้วย”
    พี่ตาล คือ วรวรรษ ทองใบ
    ชาวเมืองเพชร บัณฑิตนิเทศศาสตร์ ม.พายัพ หนึ่งในกองงาน
    ที่เราเตรียมจะทำรายการโทรทัศน์ที่เมืองเหนือ
    พี่ตาล ขับรถไปส่งถึงบ้าน “ดวงดอกไม้” ผมส่งถึงประตูบ้าน
    “เจ้านายพักผ่อนนะ อย่าห่วงนะ”
    นี่คือประโยคสุดท้ายที่ผมพูดกับ จรัล มโนเพ็ชร
    ผมและพี่ตาล กลับถึงบ้านคูลไอซ์  ได้ไม่นาน

    เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ผมรับไม่ทัน แต่เมื่อเห็นหมายเลขที่โทรมา
    ผมรีบวิ่งลงไปปลุกพี่ตาล “พี่ตาล…….เร็วออกรถ ไปช่วยพี่จรัล”
    สมองสั่งงานทันที  “พี่ตาล…ส่งผมที่โรงพยาบาล”
    แล้วผมก็ยื่น “เซียงเพียวอิ้ว”  ยาหม่องน้ำที่
    ผมจะมีติดตัวอยู่ตลอดเวลาใส่มือเขา

    ที่โรงพยาบาลลำพูน ผมวิ่งเข้าไป ยกมือไหว้เจ้าหน้าที่ทุกคน
    “ช่วยด้วย ช่วยผมด้วย ขอรถพยาบาล  ขอออกรถเดี๋ยวนี้ ไปช่วยจรัล มโนเพ็ชร”
    ผมถึงที่บ้าน “ดวงดอกไม้” พร้อมรถพยาบาล ที่ในห้องน้ำ จรัล มโนเพ็ชร
    นอนกับพื้น พี่ตาลนั่งอยู่ข้าง ๆ  ถือขวดยาโบกไปมาที่จมูก
    ผมพยุงตัว จรัล มโนเพ็ชร ขึ้นเล็กน้อย
    ได้ยินเสียงลมหายใจสุดท้าย “เอือก”
    พยาบาล และบุรุษพยาบาล ที่ช่วยกันนำพาร่างของ จรัล มโนเพ็ชร
    ไปที่โรงพยาบาลลำพูน
    ผมรู้แล้ว  ต้องไม่งง อย่าเพิ่งเสียใจ งานรออยู่ข้างหน้ามากมาย
    เริ่มจากงานชิ้นที่หนักที่สุด
    ผมจะต้องเป็นคนแรกที่บอกกับ น้องไม้ เรื่องใหญ่ที่สุดสำหรับผม
    ผมจะเริ่มต้นพูดว่า………..

    ฟ้ายังไม่สว่างเลย ประมาณ ๐๕.๐๐ น. ผมได้รับโทรศัพท์จาก
    คุณอินสม ปัญญาโสภา     ผู้สื่อข่าว นสพ.ไทยรัฐ และ หัวหน้ากองบรรณาธิการ
    นสพ.ไทยนิวส์ เชียงใหม่ ถามถึงการจากไปของ จรัล มโนเพ็ชร
    โชคดีที่ผมเป็นคนเก่าแก่ของ นสพ.ไทยนิวส์ ข่าวการจากไป
    เป็นข่าวโดยไม่ต้องใช้ มรณะบัตร ผมรู้ทันทีว่า พอฟ้าสว่างนักข่าวจากทั่วสารทิศ
    จะต้องมาถึงตัวผม จากคนอยู่เบื้องหลัง ผมกลายเป็นบุคคลในข่าว
    ข่าวสารถูกนำเสนอผ่านทุกสื่อ โดยเฉพาะ
    อย่างยิ่งสื่อที่เร็วที่สุดคือ สื่อทางวิทยุ
    ผมแจ้งข่าวเข้ากรุงเทพ ฯ ที่สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
    ครอบครัว มโนเพ็ชร ได้รับเกียรติอย่าง สูงสุด ผู้ใหญ่ของ ศวช. แจ้งกับผมว่า
    ทราบเรื่องแล้วกำลังเดินเรื่อง ขอพระราชทานเพลิงศพ เป็นกรณีพิเศษ
    จรัล มโนเพ็ชร ถูกนำพากลับไปเชียงใหม่ครั้งสุดท้ายด้วยร่างไร้วิญญาณ
    เพื่อการชันสูตรพลิกศพ
    ตอนสาย ผมได้รับข่าวจาก ศวช. จะส่งแฟกซ์ “หมายพระราชทานเพลิงศพ” มาให้
    สิ่งเดียวที่ผมและน้องไม้’ไตรศุลี มโนเพ็ชร ได้ทำคือ..
    เราสองคนก้มลงกราบ ถวายบังคมต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
    ที่ปรากฏบนปฏิทินที่บ้าน และผมบอกกับลูกว่า
    “เหลือเราสองคนแล้วนะ น้องไม้ต้องเป็นกำลังใจให้เตี่ยนะลูก”
    ผมพบ สุนทรี เวชานนท์ ที่โรงพักลำพูน เราไม่ต้องคุยกัน เราโอบกอดให้กำลังใจ
    ซึ่งกันและกัน ญาติคนหนึ่งของ มโนเพ็ชร แสดงความประสงค์ที่จะจัดงานศพที่เชียงใหม่
    ผมได้บอกไปว่า  ผมคุยกับพ่อสิงห์แก้วแล้ว
    และเป็นเรื่องไม่บังควรที่เราจะย้ายที่พระราชทานเพลิงศพ
    เพราะสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
    กำลังทำเรื่องขอพระราชทาน และได้ระบุสถานที่ไว้แล้ว
    ผมและน้องไม้ เดินทางเข้าเชียงใหม่ เพื่อรับ จรัล มโนเพ็ชร
    กลับมาที่วัดพระธาตุหริภุญชัย ลำพูน
    ทุกอย่างพร้อม
    ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เตรียมตัวเป็นประธานในการรดน้ำ
    ท่านนายกเทศมนตรีลำพูน บอกผมว่า “พี่มานิด  ผมเตรียมโลงให้แล้วนะ
    ผมขอตอบแทนพี่เค้าบ้าง”
    ครูเพทาย ประทุมทอง พร้อมภรรยาและลูกอีกสามคน ทิ้งไร่อุ้ยคำ มาถึงลำพูน
    นับเป็นครั้งแรก ในรอบยี่สิบกว่าปี ที่ ครอบครัวเพทาย ประทุมทอง ทิ้งไร่อุ้ยคำ
    “พี่มานิด  งานที่ต้องใช้แรงบอกผม  ส่วนอิ๋วและลูก จะอยู่ที่บ้าน
    เรื่องอาหารการกินงานบ้าน อิ๋วจะดูแลให้ทั้งหมด ”

    ก่อนที่ผมจะถึง โรงพยาบาลนครเชียงใหม่ สุนทรี เวชานนท์ แจ้งมาว่า
    “เฮีย หยิบเสื้อผ้าชุดใหม่มานะ ชุดเสื้อหม้อฮ่อมและเตี่ยวสะดอที่ใส่มามันสกปรกแล้ว”
    เมื่อเช้าวันนี้เอง ก่อนที่ร่างของ จรัล มโนเพ็ชร จะออกเดินทางจากโรงพยาบาลลำพูน
    ผมเพิ่งจัดชุดหม้อฮ่อม เตี่ยวสะดอให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล
    เราแวะที่ตลาดประตูเชียงใหม่ (บ้านเกิดของ จรัล มโนเพ็ชร)
    ผมบอกให้ เนตย์ หยดย้อย ซื้อชุดหม้อฮ่อม เตี่ยวสะดอ
    เสื้อผ้าชุดใหม่ชุดสุดท้ายให้ จรัล มโนเพ็ชร
    เนตย์ หยดย้อย เป็นน้องนุ่งคนหนึ่ง ที่เป็นทีมงานของเรา ทำงานทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น
    ซาวด์เอ็นจิเนียประจำตัวยามที่ จรัล มโนเพ็ชร มีคอนเสิร์ต หรือเป็นผู้ดูแลร้านอาหาร
    ที่โรงพยาบาลนครเชียงใหม่ ผมพบกับ อาจารย์จำเหลาะ สมจิตต์  อาจารย์ที่ปรึกษา
    ของพวกเรา ครูของจรัล เป็นเสาหลักของพวกเรา ผมมีกำลังขึ้นอีกโข
    และผมพบผู้สื่อข่าวมากมาย ที่ห้องคุณหมอผู้ออก หนังสือมรณะบัตร
    ผมร้องขอให้ถ่ายเอกสาร 100 ใบ เพื่อแจกนักข่าว
    จากนั้นทุกอย่างก็ดำเนินไปตามเรื่องราว ตามขบวนการ
    ผมรับโทรศัพท์ทั้งวัน ไม่เคยมีโอกาสได้โทรออกเลย
    ทุกสายโทรมาคือกำลังใจ การแสดงความเสียใจ  การถามไถ่ การส่งความ
    ช่วยเหลือ การเตรียมงาน
    บังเอิญว่าเสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์ผมคือเสียงเพลง “แฮป***เบิร์ธเดย์”
    ผมไม่ได้ใส่ใจ ขอแค่เป็นเสียงเรียกที่ทำให้ผมได้ยิน ได้คุยอะไรบ้างก็พอแล้ว
    แฮป***เบิร์ธเดย์ กันทั้งวัน  จนลุงป้ำ กฤษพงษ์ นาคธน อดรนทนไม่ไหว
    ขอเครื่องโทรศัพท์ จากผมไปเปลี่ยนเสียงเรียกเข้า
    ก็ใช่….มันฟังดูดีขึ้นเหมาะสมกับสถานการณ์ โทรศัพท์ของผมไม่ได้ร้องเพลง
    “แฮป***เบิร์ธเดย์  ในงานศพ จรัล มโนเพ็ชร” อีกแต่ด้วยเสียงเรียกเข้าที่ผมไม่คุ้นหู
    ทำให้ผมไม่ได้รับ  โทรศัพท์ที่เรียกเข้ามานับหลายสิบสาย
    เลยกลายเป็นหน้าที่ของคนรอบตัว ที่จะต้องคอยเตือนให้ผมรับสาย
    จนสุดท้าย ลุงป้ำ จำยอม ยอมแพ้ ต้องเปลี่ยนเสียงเรียกเข้าเป็นเพลงเดิม
    “แฮป***เบิร์ธเดย์”  และเสียงเรียกที่คุ้นหูได้ทำหน้าที่อย่างดีเหมือนเดิม
    ผมไม่พลาดการตอบรับกำลังใจ
    ขอบคุณมากครับ ผมเป็นหนี้บุญคุณผู้คนที่อยู่รอบตัวผมทุกคน
    จากวันที่ 3-8 กันยายน 2544
    ทุกอย่างดำเนินไปตามเรื่องราว  เช้าถึงวัด รับแขก ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว
    เสร็จงานกลับบ้านนอน  ขอบคุณน้องไม้ ที่ดูแลเตี่ย  เตือนให้เตี่ยเข้านอน
    บางคืนน้องไม้ได้แอบเข้ามานอนในห้องเตี่ย จะด้วยเหงาหรือเป็นห่วงเตี่ย
    ก็มีค่าเท่ากัน และมีค่าที่สุด ขอบคุณ มิตรแก้วสหายคำ ที่รวมตัวกันห่อหุ้มผม
    คอยช่วยทุกอย่าง ทำทุกเรื่องที่ต้องทำ
    ขอบคุณกำลังใจที่ส่งมาตามสาย และมาร่วมงานที่วัด
    วันที่ 5 กันยายน 2544 ผมได้รับการประสานจากกรุงเทพ ฯ ว่า
    “ไฟหลวงและหรีดหลวง จะเดินทางมาทางเครื่องบิน  ขอให้ผมประสานไปยังจังหวัดลำพูน”
    เจ้าหน้าที่ฝ่ายจังหวัดเตรียมการ รับไฟหลวงที่สนามบินเชียงใหม่
    และอัญเชิญไฟหลวงรอไว้ที่ ศาลากลางจังหวัดลำพูน
    ส่วนหรีดหลวงถูกอัญเชิญมาที่วัดพระธาตุหริภุญชัย
    ท่านผู้อ่านครับ ผมอาจจะเป็นคนเดียวในวันรดน้ำศพ ที่ไม่ได้รดน้ำศพให้ จรัล มโนเพ็ชร
    เพราะผมเชื่อว่า “ตลอดชีวิตของผมที่ทำงานให้ จรัล มโนเพ็ชร ผมไม่เคยทำผิด
    ไม่มีอะไรที่ผมจะต้อง ขอขมาลาโทษ”  ธูปสักดอกผมก็ไม่เคยจุดไหว้เขา
    การทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เขา ผมก็ไม่เคยทำ  เพราะผมเชื่อว่าเขาทำบุญมาเยอะแล้ว
    เขามีบุญเหลือเฟือ ประกอบกับผมเป็นคนไม่เชื่ออะไรมากไปกว่าธรรมชาติ
    วันนั้นวันที่ไฟหลวงและหรีดหลวงมาถึงลำพูน ผมจูงมือน้องไม้ ไปเคาะที่โลง
    เพื่อบอกว่า  “เจอาร์. มาแล้วเน้อ ไฟหลวงมาแล้ว หรีดหลวงของพระเทพ ฯ
    และเสด็จในกรม ก็มาด้วยเน้อ เจ้านาย”
    เจอาร์. เป็นอีกชื่อเรียกที่เราเรียก จรัล มโนเพ็ชร  ยามที่เรามีความสุข
    วันที่ 8 กันยายน 2544 วันพระราชทานเพลิงศพ จรัล มโนเพ็ชร เป็นกรณีพิเศษ
    เมืองลำพูน  นิ่งเงียบทั้งเมือง ชาวลำพูนทำหน้าที่เจ้าบ้านร่วมเป็นเจ้าภาพ
    ให้การต้อนรับแขกเหรื่อผู้คนที่ร่วมงานจากทั่วประเทศ
    ขบวนแห่ปราสาท ที่ออกแบบโดย อาจารย์นคร พงษ์น้อย
    เรียบง่ายสง่างามยาวเหยียดจาก วัดพระธาตุหริภุญชัย ถึงสุสานบ้านหลวย
    ยาวพอ ๆ กับความยาวของระยะทางจากวัดสู่สุสาน ใช้เวลาเดินนานนับชั่วโมง
    ที่สุสานบ้านหลวย อาจารย์นคร พงษ์น้อย เป็นผู้มอบผ้าคลุมโลงศพ
    จรัล มโนเพ็ชร ให้ผม นับเป็นเกียรติอันใหญ่หลวงสำหรับผม
    ผมจะรักษาผ้าผืนนี้จวบจนวันสุดท้าย  ของชีวิตผม
    แต่……แต่ไม่กี่นาทีถัดมา ผมลุกจากที่นั่งที่ใกล้เชิงตะกอนที่สุด ผมตัดสินใจ
    ที่จะยืนขึ้น เพื่อยื่นหน้ามองดูที่กองไฟ
    ผมเห็นร่างของ จรัล มโนเพ็ชร ในกองไฟ
    ผมเห็นร่างที่กำลังมอดไหม้  ผมตัดสินใจหยิบผ้าคลุมผืนนั้น ขอให้ เนตย์ หยดย้อย
    ช่วยผมคลี่ผ้าออกแล้วโปรยคลุมร่าง จรัล มโนเพ็ชร
    ผ้าผืนนั้นติดไฟพรึบ กลายเป็นเถ้าถ่าน    เถ้าถ่านลอยฟ่องขึ้นท้องฟ้า
    ผมเห็นเศษเถ้าชิ้นเล็ก ๆ ชิ้นหนึ่ง  กำลังร่วงหล่นลงมา ผมชูมือขึ้นรอรับเศษขี้เถ้าชิ้นนั้น
    อาจจะไม่มีใครเห็น เศษขี้เถ้าชิ้นนั้นหล่นลงมาที่มือผม
    ผมได้เสียงของเจอาร์ บอกผมว่า “……………………………………….”
    “เจ้านายพักผ่อนนะ อย่าห่วงนะ  ผมจะดูแลน้องไม้อย่างดีที่สุด”

    คนที่ยิ่งใหญ่ในโลกของศิลปะ ย่อมมีคนสนับสนุนที่ยิ่งใหญ่

    อยู่เบื้องหลังยิ่งในวงจรของทุนนิยม ที่ชีพจรมันเดินด้วยธุรกิจ และเม็ดเงิน

    เป็นหลักใหญ่ ย่อมต้องมีผู้ที่เจนจัดทั้งด้านศาตร์และศิลป์ในการบริหาร

    จัดการให้ตัวศิลปิน
    ศิลปินล้านนาที่ยิ่งใหญ่ในโลกดนตรีร่วมสมัย จรัล มโนเพ็ชร ย่อมมี

    มานิด อัชวงศ์เป็นเหมือนเงาตามตัวภายใต้ ตำนานที่ถูกกล่าวขาน 5 ปีเต็ม

    กับภาวะการจากไป ลิขสิทธิ์บทเพลงทั้งหมดของ จรัล มโนเพ็ชร

    ได้ตกอยู่กับ ลูกชายคนเดียว ไตรศุลี มโนเพ็ชร ภายใต้การดูแล และ

    จัดการของ มานิด อัชวงศ์เช่นกัน อัลบั้ม “ซึงสุดท้าย” เป็นงานซีดี 2 แผ่นคู่

    ที่มีเพลง รวมกัน 23 บทเพลง น่าจะเป็นอีกมุมมองหนึ่งในการคัดสรร

    บทเพลงของ จรัล มโนเพ็ชร ผ่านคนใกล้ชิดตัวเขามากทีสุด ในฐานะ

    ผู้จัดการส่วนตัวและดูทุกสิ่งทุกอย่างให้กับจรัล
    มานิด อัชวงศ์ ได้รำลึกความหลังและแรงบันดาลใจ ที่มาที่ไปของบทเพลงแต่ละเพลงที่เขาเลือกมา โดยนำมาผูกโยงกับอารมณ์ปัจจุบัน ของการถวิลหาถึงภาพความประทับใจในอดีตด้วยเช่นกัน

    ความผูกพันของศิลปินและผู้จัดการส่วนตัวนั้น

    เป็น เรื่องลึกล้ำในฐานะมนุษย์ คนหนึ่งกับมนุษย์อีกคนหนึ่ง 25 ปี ซึ่งเดินทางและทำงานอย่างเอื้อหนุนซึ่งกันและกัน คนหนึ่งเป็นศิลปินที่คอยสร้างสรรดนตรีและบทเพลงขับกล่อมผู้ฟังในสไตล์เฉพาะ ตัว ด้วยดนตรีร่วมสมัยที่มีรากฐานมาจากเอกลักษณ์ดนตรีพื้นถิ่นล้านนา อันเปี่ยมด้วยอัตลักษณ์พิเศษของจรัล มโนเพ็ชร ส่วนอีกคนหนึ่เป็นผู้จัดการส่วนตัว เชี่ยวชาญและมีสัมผัสพิเศษในการฟังดนตรีร่วมสมัย ที่สามารถอยู่ในกระแสตลาดเพลงพ็อพ โดยเฉพาะการนำจิตวิญญาณของล้านนาหรือภาคเหนือของไทยนำเสนอ ออกสู่โสตสัมผัส ของคนฟังทั้งประเทศให้เข้าถึงที่สุด แม่นยำเรื่องการบริหารจัดการ กระบวนการผลิต การตลาด ดูแลภาพลักษณ์

    จนถึงชีวิตส่วนตัว
    เพราะฉะนั้น อัลบั้ม “ซึงสุดท้าย” จึงเป็นการประมวลและการถ่ายทอดความรู้สึกที่นำความหลังมาบอกเล่าเป็นตัว หนังสือให้อ่านประกอบกับบทเพลงทั้งหมด ซึ่งเป็นความพิเศษอย่างหนึ่งสำหรับศิลปินที่ล่วงลับไปแล้ว เพราะเป็นธรรมเนียมที่คนฟังเพลงจะได้ฟังเพลงในอีกมิติหนึ่งที่แตกต่างไปจาก การออกงานในแบบสตูดิโออัลบั้มหรืออัลบั้มแสดงสดในวาระปกติ
    “ซึงสุดท้าย” เป็นบทเพลงที่ถูกถอดจากอัลบั้ม “ศิลปินป่า” ของจรัล เนื่องจากต้องการเก็บเอาไว้ด้วยเหตุผลว่า….เศร้าเกินไป หากมีปัจจัยอื่นๆ คน 2 คนที่มองตากันรู้ใจคือมานิด กับจรัล ในความต้องการที่จะให้บทเพลงบทนี้เป็นเพลงสุดท้ายที่ออกสู่สาธารณชนจริงๆ
    ส่วนบทเพลงที่เหลือ โดยส่วนหนึ่งจะเป็นบทเพลงที่รนู้จักกันดีในฐานะเพลงฮิตที่อยู่ในใจของคนฟัง และเป็นลายเซ็นของจรัล มโนเพ็ชร รวมถึงมานิดเลือกเวอร์ชั่นที่ต้องกับรสนิยมของเขา ซึ่งไม่คุ้นหูมาให้ฟังกัน ไม่ว่า รางวัลแด่คนช่างฝัน, สาวเชียงใหม่, มิดะ, อุ้ยคำ, ล่องแม่ปิง
    บทเพลงดีมีความหมายตอกย้ำความรู้สึกของจรัล กับมานิด อาทิ ความหวัง ความฝันของวันนี้, สัญญา,เพื่อน, เมียวเมียว มูมู, หรือว่าฉันเหงา, อดีตที่ไม่เคยลืม ฯลฯ
    รวมถึงเพลงที่แสดงถึงชั้นเชิง ประสบการณ์ทางดนตรี ที่พัฒนาถึงขั้นสูงของจรัล ในรูปออร์เคสตราและเพลงประกอบภาพยนตร์ แม่ปิงซิมโฟนี และ กาเหว่าที่บางเพลง
    และที่สำคัญบทเพลงในโอกาสพิเศษที่แสดงถึงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ บทเพลง รอยพระบาท, สดุดีแม่เจ้าหลวง, และฮ่มฟ้าบารมี
    บทเพลงทั้งหมด 23 เพลง แสดงให้เห็นถึงความคิดและพัฒนาการทางดนตรีของจรัล
    ตั้งแต่ยุคโฟล์คซองพื้นถิ่นล้านนามาจนถึงเพลงพ็อพร่วมสมัยในยุคทศวรรษ 2520 – 2530
    และคลี่คลายสู่รากเหง้าธรรมชาติโฟล์คแบบนิวเอจและออร์เคสตร้าที่ซับซ้อน
    และแน่นอนในที่นี่ ก็ต้องมีเสียงร้องอันหวานอ้อยสร้อยแบบแม่ญิงชาวเหนือแท้ๆของ
    สุนทรี เวชานนท์
    หากจะบอกว่า มานิด อัชวงศ์ ได้เขียนจดหมายเหตุฉบับย่นย่อของตังเองให้กับ จรัล มโนเพ็ชร โดยแกนกลางอยู่ที่บทเพลงอันอยู่ในใจของเขาด้วยความสมบูรณ์แบบก็คงไม่ผิด ความจริงไปนัก
    ซึ่งก็ได้แต่หวังว่า เขายังมีวัตถุดิบอีกมากมายที่เป็นข้อมูลปฐมภูมินำเสนอถึงศิลปินดนตรีร่วม สมัย ตำนานของล้านนา ซึ่ง 100 ปีจะมีเกิดขึ้นสักคน ออกนำมาเสนอเป็นเป็นซีรีส์ปีละ 1 อัลบั้ม โดยเป็นคอนเซ็ปต์หรือแนวคิดของตัวเอง ที่สัมผัสแนบสนิทชิดใกล้เหมือนเป็นรักษากล่องดวงใจเพื่อรักษาบทเพลงทั้งที่ ยอดนิยมฮิตอมตะ และหาฟังยากให้คนรุ่นต่อไปได้เสพสัมผัสต่อชีวิตจรัล มโนเพ็ชรให้อยู่ยงยั่งยืนนาน

    ที่มา ..Always music โดย พอล เฮง

    หนังสือ way ฉบับ เดือน มกราคม 50001

    Posted by admin @ 1:38 pm

Leave a Comment

Please note: Comment moderation is enabled and may delay your comment. There is no need to resubmit your comment.